วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายแม่บทของแระเทศ มีอำนาจบังคับเหนือกว่ากฎหมายอื่นใด กฎหมาย กฎ ระเบียบใดๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้
    ในสังคมประชาธิปไตย การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักนิติธรรมอันหมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ ถือว่ากฎหมายมีความสำคัญสูงสุด ผู้นำและผู้ที่มีอำนาจในการปกครองและบริหารประเทศต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องดำเนินการบริหารประเทศในกรอบของกฎหมาย เนื้อหาสาระของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่งต่อการจัดระเบียบการปกครองและการดำเนินการบริหารประเทศ ดังสรุปสาระสำคัญได้ 3 ประการ คือ
1.            หลักการและรูปแบบการปกครองประเทศ
รัฐธรรมนูญจะกำหนดรูปแบบของรัฐ ระบอบการปกครองประเทศ หลักการ และนโยบายพื้นฐานที่สำคัญในการจัดระเบียบและดำเนินการปกครองประเทศไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ การบัญญัติว่าประเทศนั้นเป็นรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม เป็นสหรัฐ สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ หรือเป็นสหภาพเป็นราชอาณาจักร หรือเป็นสาธารณรัฐ และมีการจัดระเบียบการปกครองประเทศตามแนวทางหรือระบอบการเมืองการปกครองแบบใด นอกจากนั้น ยังมีการกำหนดหลักการหรือนโยบายสำคัญของประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น
2.            กลไกในการปกครองประเทศ
รับธรรมนูญจะกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองการปกครอง และบุคคลสำคัญที่มีอำนาจหน้าที่ในการใช้อำนาจแกครองประเทศไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักในการจัดกลไกในการปกครองบ้านเมือง กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันที่ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ ตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง
3.            สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมือง
รัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยจะกำหนดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองไว้อย่างกว้างขวางและชัดเจนเป็นการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเป็นหลักประกันว่าสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐ นอกจากรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว รัฐธรรมนูญยังบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ที่ประชาชนถึงมีต่อประเทศชาติไว้ด้วย อาทิ หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายหน้าที่ป้องกันประเทศหน้าที่เสียภาษีอากร หน้าที่รับการศึกษาอบรม เป็นต้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.. 2475 จนปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 18 ฉบับ ดังนี้
1.            พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
2.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
3.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
4.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
5.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
6.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495
7.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502
8.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
9.            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2515
10.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
11.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
12.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520
13.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
14.    รัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
15.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
16.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
17.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2549
18.    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ความเป็นมาของคดี
 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ขอให้ตีความคำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 กรณีปราสาทพระวิหาร (กัมพูชาฟ้องร้องไทย)
      ในคำร้องนี้   กัมพูชาอ้างข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ซึ่งกำหนดว่า “ในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลฯ จะตีความคำพิพากษาเมื่อมีการร้องขอโดยคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” และกัมพูชาอ้างข้อ 98 ของข้อบังคับศาลด้วย
      โดยการอ้างอิงข้อบทดังกล่าว กัมพูชาระบุในคำร้องของตนถึง “ประเด็นในข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา” ที่เป็นปัญหา กัมพูชากล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงว่า “(1) สำหรับกัมพูชา คำพิพากษา (ที่ตัดสินโดยศาลในปี ค.ศ. 1962) อยู่บนพื้นฐานของเส้นเขตแดนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งกำหนดขึ้นและยอมรับโดยรัฐทั้งสอง (2) สำหรับกัมพูชา เส้นเขตแดนนั้นได้ถูกกำหนดโดยแผนที่ซึ่งศาลอ้างถึงในหน้า 21 ของคำพิพากษา ... แผนที่ซึ่งทำให้ศาลตัดสินว่าอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นผลโดยตรงและ อัตโนมัติจากอธิปไตยของกัมพูชาเหนือดินแดนที่ปราสาทตั้งอยู่ (3) สำหรับกัมพูชา ไทยมีพันธกรณี (ตามคำพิพากษา) ที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือเจ้าหน้าที่อื่นจากบริเวณใกล้เคียงปราสาทบนดินแดน ของกัมพูชา ... นี่เป็นพันธกรณีทั่วไปและต่อเนื่องซึ่งเป็นผลมาจากถ้อยแถลงเกี่ยวกับอธิปไตย เหนือดินแดนของกัมพูชา ซึ่งยอมรับโดยศาลในบริเวณนั้น” โดยกัมพูชาอ้างว่า “ไทยไม่เห็นด้วยกับประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด”
      ในวันเดียวกันกับที่ยื่นคำร้อง กัมพูชายื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลออกมาตรการชั่วคราวด้วย โดยเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนและความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ไม่อาจชดเชย ได้ ทั้งนี้ กัมพูชา “ร้องขอด้วยความเคารพยิ่งให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา ดังต่อไปนี้
  • การถอนกำลังของฝ่ายไทยทั้งหมดออกจากดินแดนเหล่านั้นของกัมพูชาซึ่งอยู่ในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร
  • ห้ามกิจกรรมทางทหารทั้งหมดโดยไทยในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร
  • ให้ไทยละเว้นจากการกระทำหรือการดำเนินการใดซึ่งอาจก้าวก่ายสิทธิของกัมพูชาหรือทำให้ข้อพิพาทในคดีหลักรุนแรงขึ้น
      การนั่งพิจารณาของศาลเกี่ยวกับคำขอให้กำหนดมาตรการชั่วคราวดังกล่าวได้มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 30 และอังคารที่ 31 พฤษภาคม 2554
      ระหว่างการนั่งพิจารณาของศาลดังกล่าว   ไทยได้ยืนยันว่าไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505   ทั้งนี้ ไทยไม่เคยโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของ กัมพูชา ดังที่ยอมรับไว้ในวรรคแรกของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา ยิ่งไปกว่านั้นไทยอ้างด้วยว่า
      ไม่เคยโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ว่าไทยมีพันธกรณีที่ต้องถอนกำลังทหารออกจาก ปราสาทและบริเวณใกล้เคียง เท่าที่กำลังเหล่านั้นอยู่ในดินแดนกัมพูชา ไทยโต้แย้งว่าพันธกรณี “ณ ขณะนั้น” ได้รับการปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนโดยไทยแล้วและไม่สามารถนำไปสู่คำพิพากษาตี ความ และไทยยืนยันว่าด้วยเหตุนี้ ศาลจึงขาดอำนาจอย่างชัดเจนที่จะ “ตัดสินคำขอให้ตีความของกัมพูชา” และกำหนดมาตรการชั่วคราวดังที่ผู้ร้องขอ
      ในตอนท้ายของข้อสังเกตทางวาจารอบสอง   กัมพูชาได้ย้ำคำขอของตนให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ตัวแทนประเทศไทยจึงได้มีคำขอต่อไปนี้ในนามรัฐบาลไทย “ตามข้อ 60 ของข้อบังคับศาล และเมื่อพิจารณาคำขอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว และคำร้องทางวาจา ของราชอาณาจักรกัมพูชา ราชอาณาจักรไทยร้องขอต่อศาลด้วยความเคารพยิ่งให้จำหน่ายคดีที่ยื่นโดยราช อาณาจักรกัมพูชาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 จากสารบบ”
      เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 ศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ซึ่งยื่นโดยกัมพูชา ศาลให้ข้อสังเกตแต่แรกว่า “ในชั้นต้นดูเหมือนจะมีข้อพิพาท” ระหว่างคู่ความเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505 และสรุปว่าศาลไม่อาจยอมทำตามคำร้องขอของไทยให้คดีที่เสนอโดยกัมพูชาถูก จำหน่ายออกจากสารบบ จากนั้นศาลได้กำหนดมาตรการชั่วคราวต่าง ๆ   ศาลตัดสินด้วยว่าคู่ความแต่ละฝ่ายควรแจ้งศาลเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม มาตรการชั่วคราวเหล่านั้น และจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำขอให้ตีความ ศาลจะยังคงอำนาจในเรื่องซึ่งเป็นประเด็นแห่งคำสั่ง (ดูรายงานประจำปีของศาล ค.ศ. 2010-2011)
      ตามข้อ 98 วรรค 3 ของข้อบังคับศาล ศาลได้กำหนดวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 เป็นเวลาสิ้นสุดการเสนอข้อสังเกตเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไทยเกี่ยวกับคำขอให้ ตีความที่ยื่นโดยกัมพูชา ข้อสังเกตเหล่านี้ได้ถูกยื่นภายในเวลาที่กำหนด
      นอกจากนี้ ตามข้อ 98 วรรค 4 ของข้อบังคับศาล ศาลได้ตัดสินใจที่จะให้โอกาสคู่ความที่จะยื่นคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Explanations) และได้กำหนดวันที่ 8 มีนาคม 2555 และ 21 มิถุนายน 2555 เป็นเวลาสิ้นสุดสำหรับการยื่นคำอธิบายดังกล่าวโดยกัมพูชาและโดยไทยตามลำดับ เอกสารคำร้องดังกล่าวได้ถูกยื่นภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตามข้อบทเดียวกัน ศาลได้ตัดสินใจที่จะให้โอกาสคู่ความที่จะมีการอธิบายเพิ่มเติมทางวาจา (Further Oral Explanations) ตารางเวลาของการนั่งพิจารณาที่ได้กำหนดขึ้น คือ
 รอบแรกของการให้การทางวาจา(เวลาที่กรุงเฮก)(เวลาที่กรุงเทพฯ)
 วันจันทร์ 15 เมษายน 2556 - โดยกัมพูชา10.00 – 13.00 น.15.00 – 18.00 น.
 15.00 – 16.30 น.20.00 – 21.30 น.
 วันพุธ 17 เมษายน 2556 - โดยไทย10.00 – 13.00 น.15.00 – 18.00 น.
 15.00 – 16.30 น.20.00 – 21.30 น.
 รอบสองของการให้การทางวาจา(เวลาที่กรุงเฮก)(เวลาที่กรุงเทพฯ)
 วันพฤหัสบดี 18 เมษายน 2556 - โดยกัมพูชา15.00 – 17.00 น.20.00 – 22.00 น.
 วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2556 - โดยไทย15.00 – 17.00 น.20.00 – 22.00 น.

การตัดสินคดีความ
 เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๒๑.๐๕ น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปแก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
            ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้อ่านคำพิพากษาในกรณีประเทศกัมพูชาร้องขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าไทยและกัมพูชามีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับขอบเขต ของบริเวณใกล้เคียงปราสาท โดยกัมพูชาเห็นว่าควรมีขอบเขตตามเส้นเขตแดนบนแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาแนบคำฟ้องในคดีเดิม สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาของศาลฯ ได้ ดังนี้
            ๑. ศาลฯ รับตีความตามคำร้องของฝ่ายกัมพูชาเฉพาะในประเด็นที่ศาลฯ เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจแตกต่างกัน แต่ศาลฯ รับตีความเฉพาะภายในขอบเขตของคำพิพากษาปี ๒๕๐๕
            ๒. ศาลฯ ไม่รับพิจารณาประเด็นเส้นเขตแดน หากแต่พิจารณาเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารและขอบเขตของบริเวณ ใกล้เคียงปราสาท ซึ่งคำตัดสินของศาลฯ เป็นไปตามแนวทางการสู้คดีของฝ่ายไทย โดยศาลฯ ไม่รับพิจารณาข้อเรียกร้องของกัมพูชาเหนือพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร และศาลฯ ไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผูกพันไทยภายใต้คดีเดิมในฐานะเส้นเขตแดนไทย – กัมพูชา
            ๓. ศาลฯ รับพิจารณาเกี่ยวกับบริเวณใกล้เคียงปราสาทซึ่งศาลฯ เห็นว่าเป็นบริเวณพื้นที่ขนาดเล็ก และศาลฯ ได้อธิบายขอบเขตของบริเวณดังกล่าวในทางสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ไม่รวมถึงภูมะเขือ โดยในขั้นตอนต่อไป ไทยและกัมพูชาจะต้องหารือกันในรายละเอียดของขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทต่อ ไป
            ๔. ศาลฯ แนะนำให้ไทยและกัมพูชาร่วมกันพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก
            ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้แถลงท่าทีเบื้องต้นของรัฐบาลต่อคำพิพากษาของศาลฯ โดยเห็นว่าความสำคัญของคำตัดสินคือ การให้ทั้งไทยและกัมพูชาใช้แนวทางการหารือเจรจากันในฐานะเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้คณะกรรมการวิเคราะห์คำพิพากษาและแนวทางการดำเนิน การ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ศึกษาวิเคราะห์รายละเอียดของคำพิพากษาของศาลฯ จนถ่องแท้ และหารือกับที่ปรึกษากฎหมาย แล้วจึงเสนอแนะความเห็นประกอบการพิจารณาการดำเนินการใด ๆ ของรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ในการเจรจาหาข้อยุติที่ยอมรับได้ของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชานั้น ทางการไทยจะต้องดำเนินการตามกระบวนการภายใต้รัฐธรรมนูญไทยทุกประการ
            ต่อข้อสอบถามเพิ่มเติมของสื่อมวลชนเกี่ยวกับบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามคำ พิพากษาของศาลฯ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ศาลฯ ได้ระบุขอบเขตตามสภาพทางภูมิศาสตร์ว่ามีพื้นที่ทางทิศต่าง ๆ อย่างไร และได้ระบุชัดเจนว่าไม่รวมถึงภูมะเขือ ซึ่งศาลฯ ได้ตัดสินให้พื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชานับ แต่ปี ๒๕๐๕ แล้ว ในการตัดสินครั้งนี้ ศาลฯ เพียงแต่ระบุให้ชัดเจนขึ้นว่าขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทอยู่ตรงไหน ซึ่งทำให้กัมพูชาไม่สามารถอ้างเรื่องพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรว่าอยู่ในคำตัดสินคดีเดิมได้อีก
            ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการเจรจาเกี่ยวกับคำพิพากษานั้น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การหารือระหว่างไทยและกัมพูชาจะมีขึ้นภายหลังจากที่ฝ่ายไทยได้ศึกษาราย ละเอียดคำตัดสินเสร็จสมบูรณ์ ประกอบกับเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม โดยจะเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่